.
.
*ปรับปรุงและเรียงพิมพ์ครั้งที่ 2
.
1
.
26 ธันวาคม พ.ศ.2546 หรือ 20 ปีที่แล้ว ชาวยะลาได้สูญเสียโต๊ะครูคนหนึ่งที่ทำให้ ถ.สิโรรส จากรางรถไฟถึงสุดทางชุมชนตลาดเก่า อำเภอเมืองยะลา เต็มไปด้วยรถราและผู้คนอีกราว 12,000 คน ที่ตั้งใจมาละหมาด ณ มัสญิดกลาง ให้ ดร.หะยีฮารน สุหลง หรือ ‘มุเดยีรง’ ซึ่งเมื่อ 74 ปีที่แล้ว เขาใช้โรงรับซื้อยางพาราร้างใน ซ.5 ถ.สิโรรส เปิดโรงเรียนเล็กๆ แห่งหนึ่ง ในเวลาที่ตลาดเก่ายังเป็นป่า
.
ปีนั้นคือ พ.ศ.2492 ต่อมาหลังจากนักเรียนราว 30 คนนั่งเรียนในโกดังร้างได้ไม่นาน หะยีฮารนก็บอกผู้เป็นบิดา---หะยีมูฮำมัดตอเฮร์ เบ็ญสุหลง พ่อค้าผู้เคร่งครัดในศาสนา ชาวปัตตานี ว่าอยากเปิดโรงเรียนที่ต่างไปจากปอเนาะ บิดาที่เหมือนรอวันนี้มานานจึงไปซื้อที่ดินแปลงหนึ่งในตลาดเก่า กว้าง 30 เมตร ยาว 200 เมตร ในราคา 2,500 บาท จาก ‘นายมะ’ และเขียนบันทึกว่า “ขออุทิศให้ลูกหลานสำหรับดำเนินภารกิจทางการศึกษาให้ลุล่วงสำเร็จ หากไม่ก็ให้บุคคลอื่นที่มีความสามารถมาทำต่อให้สำเร็จ เพื่ออัลลอฮฺตลอดไป”
.
14 มิถุนายน พ.ศ.2494 ภายหลังอาคารเรียนหลังคามุงจากหลังแรกในพื้นที่ใหม่สร้างเสร็จ ‘โรงเรียนธรรมวิทยา’ ก็ถูกก่อตั้งขึ้น โดยในระยะแรกแม้จะเป็นเพียงโรงเรียนชายล้วน แต่หะยีฮารนในวัย 32 ปี ก็เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง จนผ่านไปชั่วอายุคน จำนวนอาคารและนักเรียนก็เพิ่มขึ้นอีกกว่า 6,000 คน บุคลากรอีกกว่า 500 คน กลายเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาในพื้นที่สามจังหวัดที่ใหญ่ที่สุดในชื่อโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ หรือ ‘กอลอห์ยีรง’
.
2
.
โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ คือหยาดเหงื่อและความคิดของผู้ก่อตั้งอย่างมิต้องสงสัย หะยีฮารนเกิดใน พ.ศ.2462 ที่บือเจาะ หมู่บ้านเก่าแก่ใน อ.ยะหริ่ง มณฑลปัตตานี ห่างจากมัสญิดกรือเซะไปทางตะวันออกราว 4 กิโลเมตร ในยุคที่ชาวบ้านไม่นิยมส่งลูกเข้าโรงเรียนรัฐ เพราะกลัวจะถูกกลืนกินศาสนาและวัฒนธรรมมลายู
.
แต่หะยีมูฮำมัดตอเฮร์ ซึ่งมีเชื้อสายจีน กลับส่งลูกคนโตในบรรดาพี่น้อง 13 คน (ในจำนวนนี้มีน้องบุญธรรมชาวจีนจากเบตงสองคนด้วย) เข้าโรงเรียนรัฐใน ต.ปูยุด ซึ่งเด็กชายก็สามารถอ่านเขียนภาษาไทยคล่องแคล่วได้อย่างรวดเร็ว กระทั่งจบประถมสี่ บิดาก็ส่งไปเรียนต่อที่รัฐกลันตัน ในมาลายา---อาณานิคมอังกฤษ ที่ๆ หะยีฮารนได้เจอลูกศิษย์ชัยคฺ วันอะหฺมัด อัลฟะฏอนี ที่ชื่อ ‘โต๊ะ กือนาลี’ อุละมาอ์ติดดินชาวกลันตัน และหัวหน้าบรรณาธิการนิตยสาร ‘ปืองาโซะฮฺ’
.
หะยีฮารนอยู่รัฐกลันตัน 2 ปี ก็ไปเรียนต่อที่ ‘al-Huda Religious School’ รัฐปีนัง สถานศึกษารุ่นบุกเบิกที่จัดการเรียนการสอนแบบ ‘ระบบโรงเรียน’ ของชัยคฺ อับดุลลอฮฺ อัลมัฆริบี อุละมาอ์จากแอฟริกาเหนือ หนึ่งในกลุ่มผู้รู้สายปฏิรูปในแหลมมลายู ที่เปิดโรงเรียนเพื่อให้เด็กๆ ชาวมลายูผูกพันกับศาสนาและไม่ตกเป็นเบี้ยล่างของชาติอาณานิคมในภายภาคหน้า
.
พ.ศ.2481 ก่อนที่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ จะประกาศสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ปีเดียว หะยีฮารนก็ไปทำหัจญ์และเข้าเรียนที่สถาบันศาสนาขั้นสูง ‘ดารุลอุลูม อัดดีนิยะฮฺ’ ตลอดจนในมัสญิดหะรอม กับอุละมาอ์หลายคน รวมถึงชัยคฺ อับดุลกอดิร อัลมันดีลี อุละมาอ์ชาวมลายู ผู้เขียน ‘Anak Kunci Syurga’ และ ‘Penawar Bagi Hati’ อันโด่งดัง ซึ่งการได้พบบรรดาอุละมาอ์คนสำคัญ ตลอดจนการได้ร่ำเรียนอยู่ในระบบโรงเรียนตลอดมานี่เอง กลายเป็นเบ้าหลอมในการทำงานอีก 10 ปีข้างหน้าเมื่อเขากลับไปยะลา
.
3
.
นั่นคือเมื่อโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ มีที่ดินเป็นของตนเอง และหะยีฮารนได้เข้าไปมีบทบาทเต็มตัวในฐานะครูใหญ่คนที่สองตั้งแต่ พ.ศ.2501 ต่อมาระหว่างการปรับองค์กรให้เข้าสู่ระบบโรงเรียนอย่างจริงจัง ในวันที่ 8 มกราคม พ.ศ.2506 เขาก็ให้นักวางแผนคู่ใจ---ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องคนสนิทที่ชื่อ ฮารน เตาฟิก (แบรง) พร้อมนิวัฒน์ ชาจิตตะ (เปาะนิ) และหะยีเฮง ตอฮา (ตะเยาะเฮง) ไปยื่นจดทะเบียน ‘อิสลามวิทยามูลนิธิ’ และเปิดสำนักงานอยู่ข้างประตูทางเข้าโรงเรียนด้านซ้าย โดยมีส่วนหลังเป็นห้องพักเล็กๆ หรือ ‘บ้าน’ ของแบรง ที่หะยีฮารนมอบให้อยู่หลังย้ายมาจากนราธิวาส
.
ก่อนที่ในปีถัดมาพวกเขาจะเปิดสถานศึกษาอีกแห่งสำหรับนักเรียนหญิงที่ชื่อ ‘โรงเรียนสตรีอิสลามวิทยามูลนิธิ’ มีอุสตาซสุรินทร์ ศาสนภาพ บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยอิสลามมะดีนะฮฺ ที่หะยีฮารนชอบพอเป็นการส่วนตัวและไปชักชวนมาจากนครศรีธรรมราช ให้เป็นครูใหญ่คนแรกของโรงเรียน ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากฝั่งนักเรียนชาย
.
ต่อเมื่อนักเรียนหญิงเพิ่มขึ้น อุสตาซสะแปอิง บาซอ ลูกเขยและครูใหญ่ฝั่งนักเรียนชายตั้งแต่ พ.ศ.2518 ก็ให้นักเรียนหญิงบางส่วนไปเรียนฝั่งนักเรียนชาย เพราะมีพื้นที่ๆ ขยับขยายได้อีก---ไม่ต่างจากความคิดก้าวหน้าของหะยีฮารนและกลุ่มนักวางแผน เพราะในปี พ.ศ.2527 พวกเขาก็ตัดสินใจทำในสิ่งที่ปัจจุบันแทบไม่มีบาบอคนไหนไม่ต้องการอีกต่อไป นั่นคือเปิดสถานศึกษาเด็กปฐมวัย ‘โรงเรียนอนุบาลศานติธรรม' ด้านหลัง ‘มุศอลลาไม้’ ยุคก่อตั้ง ซึ่งปัจจุบันทั้งมุศอลลาไม้และบริเวณโรงเรียนอนุบาล ได้ถูกแทนที่ด้วยมัสญิดหลังใหญ่สไตล์มลายู-อาหรับ ส่วนโรงเรียนอนุบาลได้ย้ายไปอยู่ที่บ้านมลายูบางกอก ต.สะเตงนอก อ.เมือง จ.ยะลา แทน
.
4
.
จากวันแรกที่หะยีฮารนกลับมาสร้างโรงเรียน แล้วโดนโต๊ะครูในพื้นที่ปรามาสว่าเป็น ‘Secularism’ จนถึงวันที่โต๊ะครูคนเดียวกันริเริ่มสร้างโรงเรียนอนุบาลอย่างเป็นระบบ ไหนจะแผนจัดตั้ง ‘วิทยาลัยอิสลามภาคใต้’ ที่ลูกศิษย์กำลังสานต่อให้เป็นมหาวิทยาลัยชัยคฺ ดาวุด อัลฟะฏอนี หรือ ‘JISDA’ ในอนาคตอีกนั้น หะยีฮารนมีความเป็นนักปฏิรูปการศึกษาที่ชัดเจนมาก
.
แต่เมื่อ ม.อ.ปัตตานี จะมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิติมศักดิ์ สาขาศึกษาศาสตร์ ปี พ.ศ.2526 ให้ หะยีฮารนกลับถามคนรอบข้างว่า “ไม่รับได้ไหม?” เช้าวันรับ คณาจารย์ในโรงเรียนและญาติมิตรยังต้องหาเสื้อผ้าดีๆ และรองเท้าคัทชูมาให้โกลาหลไปหมด เพราะหะยีฮารนไม่รู้เลยว่าต้องแต่งตัวยังไง
.
หะยีฮารนมักพูดว่า “เราทำงานเพื่ออัลลอฮฺ เราต้องใช้ชีวิตตามแบบอย่างของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม)” หะยีฮารนจึงอยู่ในความมัธยัสถ์ ใส่เสื้อผ้าตัวเก่า กะปีเยาะห์สีซีด อยู่เมืองกรุงก็ขึ้นรถเมล์ คนจะซื้อรถให้ก็ไม่เอา กินแต่อาหารที่อยู่ข้างหน้า พูดก็น้อย โกรธก็ไม่แสดงออก (แต่ถ้าใบหน้ากับหูแดงขึ้นให้ระวัง) ทรัพย์สินเกือบทั้งหมดก็ทุ่มไปกับโรงเรียน ครูไม่มีเงินใช้ก็ควักออกจากกระเป๋ากางเกงซึ่งๆ หน้า
.
โดยเฉพาะที่ดิน ที่ไปจำนองครั้งแล้วครั้งเล่ากับเพื่อนรักชาวจีน---ชนิดไถ่ถอนวันไหนก็ได้ไม่คิดดอกเบี้ย กระทั่งที่ดินและบ้านพักใกล้มัสญิดกลางยะลา ก็เป็นทรัพย์สินที่สร้างโดยภรรยาคนสุดท้าย รอเมาะห์ สุหลง หรือ ‘เมาะสูมุเด’ ที่ได้แบ่งห้องให้นักเรียนอยู่อีกต่างหาก หะยีฮารนจึงเป็นเจ้าของโรงเรียนที่นอกจากจะซื่อสัตย์เป็นที่ไว้ใจของเพื่อนๆ แล้ว ยังมีทรัพย์สินน้อยชิ้นที่สุดคนหนึ่งเลยทีเดียว
.
หะยีฮารนยังเป็นนักปฏิบัติด้วย เขาจะตื่นไปโรงเรียนตั้งแต่ตี 3 หยิบไม้เรียวตีผนังหอพักปลุกลูกศิษย์ขึ้นมาละหมาดสุบฮฺ ใครขัดขืน ตกเช้าต้องไปนอนคว่ำให้ตีฝ่าเท้าบนโต๊ะภายในมูลนิธิ ตกดึกอีกถ้ามีนักเรียนไปเที่ยวงานรำวงของ ‘คณะศรีเวียงพิงศ์’ ซึ่งเมื่อก่อนดังมาก (คุณผู้อ่าน/ศิษย์เก่าอาจจะนึกถึงอุสตาซสะแปอิง ที่ช่วงงานหลักเมืองจะต้องมายืนที่ประตูโรงเรียน สอบนักเรียนที่มาสายว่าเมื่อคืนไปไหนมาให้ระทึกกันตามๆ กัน) รุ่งเช้าก็จะถูกตีที่ฝ่าเท้าอีก ความจำได้ว่าใครไปบ้าง ทั้งที่ตลาดเก่ายังเป็นป่า ทำให้ลูกศิษย์มารู้ทีหลังว่าหะยีฮารนนั่นเองปลอมตัวเป็นคนจีน สวมแจ็คเก็ต หมวกปีกกว้าง แล้วไปนั่งดูไกลๆ ว่าลูกศิษย์คนไหนไปบ้าง
.
แม้เมื่อยามแก่เฒ่า หะยีฮารนก็ยังทำนี่ทำนั่นตามบริเวณต่างๆ ในโรงเรียน เพราะเป็นคนไม่ชอบนั่งในห้องทำงาน จนคนที่ไม่รู้จัก เห็นพฤติกรรมและชุดที่ใส่แล้ว พาให้คิดว่าเป็นนักการภารโรงด้วยซ้ำไป
.
5
.
ที่น่าสนใจและมักไม่ค่อยถูกพูดถึงก็คือ ความสัมพันธ์ของหะยีฮารน ที่คนทั่วไประบุให้เป็นคณะเก่า (ที่จริงเขาไม่เคยสนใจเรื่องนี้ และพูดเสมอว่าเรามีพวกเดียวคือพวกของศาสนทูตมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม)) กับโต๊ะครูอย่างอุสตาซ อับดุลลอฮฺ อินเดีย, ครูอิสมาอีล อะหฺมัด พัทลุง ซึ่งมีแนวคิดไปทางคณะใหม่ โดยทั้งสามเคยปรากฎอยู่ในรูปถ่ายขาวดำด้วยกัน ที่คาดว่าน่าจะถ่ายกันที่ ‘สหายการพิมพ์’ ถ.พังงา ย่านสายกลางยะลา ราวปี พ.ศ.2515 นั้น
.
โดยเฉพาะครูอิสมาอีล ซึ่งหะยีฮารนเคยชวนลูกศิษย์ที่เป็นนักเขียนชื่อดัง ผู้เขียน ‘ปัตตานี อดีต-ปัจจุบัน’---อับดุลเลาะห์ ลออแมน (อ.บางนรา) ไปเยี่ยมถึงบ้านที่บางกอกน้อย; กรุงเทพฯ ราว พ.ศ.2509-2511 ก็สนิทสนมกันไม่น้อย โดยที่กระบะอิฐที่ปักป้ายสีเขียวสลักชื่อโรงเรียนยุคแรก ก็ได้ครูอิสมาอีลนี่แหละนั่งผสมปูนก่ออิฐและจัดสวนแถวๆ นั้นด้วยตนเอง จนก่อเกิดวัตถุที่มีความหมายทางประวัติศาสตร์ กระทั่งอาจนำไปสานต่อเป็นงานวิจัยใหม่ๆ ด้านสันติศึกษาว่าด้วยคณะเก่า-คณะใหม่ ไม่ก็เป็นการเตือนสติในระดับชาวบ้าน ที่นับวันกระแสความขัดแย้งนี้ลุกลามถึงขั้นไปเป็นคลิปล้อเลียนใน Tiktok แล้ว ก็ยังได้
.
ท้ายที่สุด ในฐานะผู้เขียนและ ‘บูเดาะยีรง’ คนหนึ่ง แม้ภาพจำสุดท้ายในช่วงปี พ.ศ.2544-2546 ผมจะเห็นหะยีฮารนใส่แว่นดำขับรถ Vespa รุ่น 1964 คันโปรด (ที่ต่อมายกให้อุสตาซคนหนึ่งที่ค้างจ่ายเงินเดือน) ไปตามบริเวณต่างๆ ในโรงเรียน บ้างก็พานักเรียนไปส่งตามอาคารที่อยู่ไกล บ้างก็จอดลงมาเก็บขยะข้างทาง ไม่ได้น่าสนใจเท่าเมื่อพ้นวัยรุ่นแล้วได้มาศึกษาชีวประวัติตามแหล่งต่างๆ ก็ตาม แต่มันคงเป็นเรื่องปกติกระมังสำหรับวัยรุ่นยุค Playstation 1 ที่กำลังรอใจจดใจจ่อว่าพ่อแม่จะซื้อ Nokia 3310 ให้เมื่อไร
.
อย่างไรก็ตาม เมื่อผมในวัยผู้ใหญ่ จ้องมองไปยังสายตาที่ดูเมื่อยล้าของหะยีฮารน สุหลง บนปกนิตยสารปืองาโซะฮฺปี พ.ศ.2547 ฉบับ ‘ระลึกถึงหะยีฮารน’ อีกครั้ง ในวันที่เรากำลังเฉลิมฉลอง 71 ปี โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิอยู่นี้ นอกจากจะได้ระลึกถึงการเสียสละกระทั่งความสุขสบายในชีวิต เพื่อการศึกษาของคนในพื้นที่แล้ว ผมกลับรู้สึกเหมือนมีคำถามออกมาจากชายชราในรูปด้วย เป็นคำถามที่ดังอยู่ในหัวทั้งวัน
.
“แล้วคุณล่ะทำอะไรแล้วบ้าง?”
.
เขียนโดย : ฮารูน สุหลง
.
อ้างอิง :
1) หะยีฮารน สุหลง, อุดม (Zaid) วัลลีย์ (2559)
2) นิตยสารปืองาโซะฮฺ (ภาษามลายูญาวี), ลำดับที่ 586 (2547)
3) อิบรอฮีม กุเรชี (นายดิเรก กุลสิริสวัสดิ์) ให้ความหมายอัลกุรอานอย่างไร ถึงได้ถูกกล่าวหาว่าเป็นก็อดยานี, อับดุลเลาะห์ ลออแมน (2550)
4) https://online.pubhtml5.com/jkre/iaro/#p=229
5) https://jawinusantara.wordpress.com/2014/10/29/saiyid-abdullah-al-balawi-al-ghadamsi-al-maghribi/?fbclid=IwAR07v0JoivqZGKoidWk28hT1tDMNTo1oJlWOYacMFbVInnaXTbWcEceBK1A
.
#TVM #ธรรมวิทยามูลนิธิ #71tvm #syukur71tvm #genap71hajiharoon #รำลึก71ปีธรรมวิทยา #กลับยีรงบ้านเรา